เวลาที่เราอ่านบทความบนเว็บไซต์ มักพบข้อความที่กดแล้วพาไปยังหน้าอื่น เช่น “วิธีทำ SEO” “บริการรับทำเว็บไซต์” หรือ “อ่านคู่มือเพิ่มเติม” ข้อความที่คลิกได้เหล่านี้เรียกว่า Anchor Text
แม้จะเป็นเพียงข้อความสั้น ๆ แต่ Anchor Text ถือเป็นส่วนหนึ่งของ SEO On-Page ที่มีผลทั้งต่อประสบการณ์ของผู้อ่านและโครงสร้างเว็บไซต์ เพราะช่วยบอกว่าลิงก์นั้นจะพาไปยังเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร หากเลือกใช้ได้ชัดเจน ผู้อ่านจะตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรกดหรือไม่ และ Google ก็เข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างหน้าต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม การใส่ Keyword ลงใน Anchor Text ซ้ำ ๆ ไม่ได้หมายความว่าอันดับจะดีขึ้นเสมอไป หากใช้มากเกินไปหรือสร้างลิงก์ขึ้นเพื่อควบคุมอันดับโดยเฉพาะ อาจทำให้รูปแบบลิงก์ดูไม่เป็นธรรมชาติและเข้าข่ายการทำ Link Spam ได้
บทความนี้จะอธิบายว่า Anchor Text คืออะไร มีกี่ประเภท ควรเลือกใช้อย่างไร และมีข้อผิดพลาดอะไรที่ต้องระวังเมื่อนำไปใช้กับ Internal Link และ Backlink
Anchor Text คืออะไร และทำงานอย่างไร?
Anchor Text คือข้อความที่ผู้ใช้งานมองเห็นและสามารถคลิกเพื่อไปยังหน้าอื่นได้ โดยใน HTML ข้อความดังกล่าวจะอยู่ระหว่างแท็ก <a> และ </a>
ตัวอย่างเช่น
ในตัวอย่างนี้ คำว่า “วิธีทำ SEO” คือ Anchor Text ส่วน URL ที่อยู่ใน href คือหน้าปลายทางของลิงก์
Google อธิบายว่า Anchor Text ช่วยบอกทั้งผู้ใช้งานและ Search Engine ว่าหน้าปลายทางมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร ดังนั้นข้อความที่ใช้ควรสื่อความหมาย กระชับ และเกี่ยวข้องกับหน้าที่ลิงก์ไปหา
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ แทนที่จะเขียนว่า "คลิกที่นี่เพื่ออ่านเพิ่มเติม" สามารถเปลี่ยนเป็น "อ่านวิธีทำ Keyword Research สำหรับธุรกิจ"
ข้อความแบบหลังทำให้ผู้อ่านรู้ได้ทันทีว่าหลังจากกดลิงก์แล้วจะพบเนื้อหาอะไร
Anchor Text มีบทบาทต่อ SEO อย่างไร?
ช่วยให้ Google เข้าใจหน้าปลายทาง
Google สามารถใช้ข้อความลิงก์เป็นข้อมูลประกอบในการทำความเข้าใจว่าหน้าปลายทางเกี่ยวข้องกับหัวข้อใด
ตัวอย่างเช่น หากบทความหลายหน้าภายในเว็บไซต์ลิงก์ไปยังหน้าหนึ่งด้วยข้อความที่เกี่ยวข้องกับ “บริการ Local SEO” ย่อมช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างหน้าเหล่านั้นชัดเจนขึ้น
แต่ Anchor Text เป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่งเท่านั้น Google ยังพิจารณาเนื้อหาของหน้าปลายทาง คุณภาพของหน้า ความเกี่ยวข้องของเว็บไซต์ โครงสร้างลิงก์ และสัญญาณอื่นร่วมด้วย ไม่ได้จัดอันดับจาก Anchor Text เพียงอย่างเดียว
ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจว่าลิงก์พาไปไหน
Anchor Text ที่ชัดเจนช่วยลดความไม่แน่ใจของผู้อ่าน เพราะสามารถคาดเดาเนื้อหาของหน้าปลายทางได้ก่อนคลิก
ข้อความอย่าง “ดูแพ็กเกจ SEO สำหรับ SME” ให้ข้อมูลมากกว่า “ดูรายละเอียด” และยังช่วยให้ผู้ที่ใช้โปรแกรมอ่านหน้าจอเข้าใจจุดหมายของลิงก์ได้ง่ายกว่าอีกด้วย
ช่วยสร้างโครงสร้างเว็บไซต์ที่เข้าใจง่าย
Internal Link ที่ใช้ Anchor Text เหมาะสมช่วยเชื่อมบทความ หน้าบริการ หน้าหมวดหมู่ และหน้าสำคัญเข้าหากัน
ตัวอย่างเช่น บทความเรื่อง “Local SEO คืออะไร” สามารถลิงก์ไปยังหน้าบริการด้วย Anchor Text ว่า “บริการทำ Local SEO” แทนการใช้ข้อความกว้าง ๆ อย่าง “ดูที่นี่”
วิธีนี้ช่วยให้ทั้งผู้ใช้งานและ Google มองเห็นความสัมพันธ์ของเนื้อหาในเว็บไซต์ได้ชัดขึ้น
Anchor Text กับบริบทรอบลิงก์
Anchor Text ไม่ควรถูกพิจารณาแยกจากเนื้อหารอบข้าง ประโยคที่วางลิงก์ควรอธิบายได้ว่าทำไมลิงก์นี้จึงเกี่ยวข้องและมีประโยชน์ต่อผู้อ่าน
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่มีหน้าร้านควรเริ่มจากการปรับ Google Business Profile และศึกษาแนวทางทำ Local SEO เพื่อเพิ่มโอกาสปรากฏในผลการค้นหาของพื้นที่
แม้ Anchor Text จะเป็นเพียงคำว่า “แนวทางทำ Local SEO” แต่ประโยครอบข้างช่วยอธิบายว่าลิงก์นั้นเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่มีหน้าร้านและการค้นหาในพื้นที่อย่างไร
ในทางกลับกัน หากนำ Anchor Text เดียวกันไปใส่ในบทความที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย เพียงเพื่อสร้างลิงก์กลับไปยังหน้าที่ต้องการดันอันดับ ลิงก์นั้นอาจดูไม่เป็นธรรมชาติและไม่ได้ช่วยผู้อ่านจริง
ประเภทของ Anchor Text ที่พบบ่อย

การแบ่งประเภท Anchor Text ช่วยให้วิเคราะห์รูปแบบลิงก์ได้ง่ายขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องพยายามกำหนดสัดส่วนทุกประเภทให้ตรงตามสูตรตายตัว
1. Exact Match Anchor Text
เป็น Anchor Text ที่ตรงกับ Keyword เป้าหมายของหน้าปลายทางแบบคำต่อคำ
ตัวอย่างเช่น หน้าปลายทางต้องการให้ข้อมูลเรื่อง “SEO สำหรับคลินิก” และใช้ Anchor Text ว่า SEO สำหรับคลินิก
Exact Match ช่วยสื่อหัวข้อของหน้าปลายทางได้ตรง แต่หากมี Backlink จำนวนมากใช้ข้อความเดียวกันทั้งหมด โดยเฉพาะลิงก์ที่ธุรกิจสร้างหรือซื้อขึ้นเอง อาจทำให้ Link Profile ดูถูกควบคุมมากเกินไป
จึงควรใช้เมื่อเข้ากับประโยคอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ควรพยายามบังคับให้เว็บไซต์อื่นใช้ Keyword เดียวกันทุกครั้ง
2. Partial Match Anchor Text
เป็น Anchor Text ที่มี Keyword เป้าหมายรวมอยู่กับคำอื่น หรือใช้รูปแบบที่ใกล้เคียงกัน
ตัวอย่างเช่น
- เทคนิค SEO สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก
- วิธีเริ่มทำ SEO ให้เว็บไซต์
- แนวทางวางกลยุทธ์ SEO
Partial Match มักนำไปใช้ในประโยคได้เป็นธรรมชาติกว่า Exact Match และช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจบริบทของลิงก์ได้ชัดเจน
3. Branded Anchor Text
ใช้ชื่อแบรนด์ บริษัท หรือเว็บไซต์เป็นข้อความลิงก์ เช่น
- BEP Group
- Google Search Central
- Ahrefs
- Semrush
Branded Anchor มักเกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อเว็บไซต์อื่นกล่าวถึงแบรนด์หรืออ้างอิงข้อมูลจากองค์กรนั้น
อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องกำหนดว่า Branded Anchor ต้องมีสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะรูปแบบที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของแบรนด์ ประเภทธุรกิจ และวิธีที่เว็บไซต์ได้รับลิงก์จริง
4. Naked URL Anchor Text
ใช้ URL โดยตรงเป็นข้อความที่คลิกได้ เช่น
รูปแบบนี้พบบ่อยในรายชื่อแหล่งอ้างอิง โปรไฟล์ธุรกิจ Directory เอกสาร หรือพื้นที่ที่ต้องการแสดงที่อยู่เว็บไซต์โดยตรง
Naked URL ไม่ได้ผิด แต่ในเนื้อหาบทความทั่วไป การใช้ข้อความที่อธิบายปลายทางมักอ่านง่ายกว่า
5. Generic Anchor Text
เป็นคำทั่วไปที่ไม่ได้อธิบายหน้าปลายทางอย่างชัดเจน เช่น
- คลิกที่นี่
- อ่านเพิ่มเติม
- ดูรายละเอียด
- เว็บไซต์นี้
Generic Anchor สามารถใช้ได้ในบางบริบท แต่หากใช้มากเกินไป ผู้อ่านและ Search Engine จะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับหน้าปลายทางน้อยกว่าการใช้ข้อความที่อธิบายเนื้อหาโดยตรง
แทนที่จะเขียนว่า "คลิกที่นี่เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม" อาจเปลี่ยนเป็น "อ่านคู่มือ Technical SEO สำหรับมือใหม่"
6. Related หรือ Semantic Anchor Text
เป็นข้อความที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับ Keyword หลัก แต่ไม่จำเป็นต้องใช้คำเดียวกันทั้งหมด
หากหน้าปลายทางเกี่ยวกับ “SEO” อาจใช้ข้อความว่า
- การเพิ่มอันดับเว็บไซต์บน Google
- การปรับเว็บไซต์ให้ค้นหาเจอง่ายขึ้น
- Search Engine Optimization
- แนวทางเพิ่ม Organic Traffic
บางบทความเรียก Anchor ประเภทนี้ว่า LSI Anchor แต่คำว่า LSI ไม่ใช่ชื่อระบบที่ Google ใช้เรียกการทำความเข้าใจคำที่เกี่ยวข้องใน SEO ปัจจุบัน จึงควรใช้คำว่า Related Anchor หรือ Semantic Anchor ซึ่งสื่อความหมายได้ตรงกว่า
7. Long-tail Anchor Text
เป็น Anchor Text ที่มีลักษณะเป็นวลีค่อนข้างยาวและอธิบายหัวข้อเฉพาะเจาะจง เช่น
- วิธีทำ SEO สำหรับธุรกิจ SME ที่มีงบจำกัด
- ขั้นตอนปรับ Google Business Profile ให้ครบถ้วน
- วิธีตรวจสอบ Internal Link ภายในเว็บไซต์
Long-tail Anchor มีประโยชน์เมื่อจำเป็นต้องบอกผู้อ่านอย่างชัดเจนว่าหน้าปลายทางตอบคำถามใด แต่ไม่ควรเขียนยาวจนรบกวนการอ่าน
8. Image Anchor Text
หากใช้รูปภาพเป็นลิงก์ Google สามารถใช้ Alt Text ของรูปภาพเป็นข้อมูลแทน Anchor Text ได้
ตัวอย่างเช่น
ในกรณีนี้ Alt Text ว่า “บริการ SEO สำหรับธุรกิจ” ช่วยอธิบายทั้งรูปภาพและหน้าปลายทาง
Alt Text ควรเขียนเพื่ออธิบายรูปภาพอย่างเหมาะสม ไม่ควรยัด Keyword จำนวนมากเพียงเพื่อหวังผลด้านอันดับ
มีสัดส่วน Anchor Text ที่เหมาะสมหรือไม่?
ไม่มีสัดส่วน Anchor Text แบบเดียวที่เหมาะกับทุกเว็บไซต์
แนวทางที่กำหนดว่า Branded ต้องมี 30-40%, Partial Match 20-25% หรือ Exact Match ไม่เกิน 5-10% เป็นเพียงสูตรที่ผู้เชี่ยวชาญบางรายใช้เป็นกรอบวิเคราะห์ ไม่ใช่ข้อกำหนดจาก Google
แม้ Ahrefs จะกล่าวถึงคำแนะนำในวงการ SEO ที่มักให้ใช้ Exact Match อย่างระมัดระวัง แต่ก็ไม่ได้สรุปว่ามีเปอร์เซ็นต์มหัศจรรย์ที่ใช้แล้วปลอดภัยหรือทำให้อันดับดีขึ้นแน่นอน
เว็บไซต์แต่ละประเภทสามารถมีรูปแบบ Anchor Text ต่างกันได้ เช่น
- แบรนด์ที่เป็นที่รู้จักอาจได้รับ Branded Anchor จำนวนมาก
- เว็บไซต์ข่าวอาจได้รับ Anchor ที่เป็นชื่อบทความ
- Directory อาจมี Naked URL มากกว่าเว็บไซต์ทั่วไป
- เว็บไซต์ใหม่อาจยังมี Backlink น้อยจนเปอร์เซ็นต์เปลี่ยนแปลงง่าย
- เว็บไซต์ด้านการศึกษาอาจได้รับ Long-tail Anchor จากการอ้างอิงเนื้อหา
แทนที่จะพยายามสร้างลิงก์ให้ได้ตามเปอร์เซ็นต์ ควรพิจารณาว่าลิงก์เกิดขึ้นอย่างสมเหตุสมผลหรือไม่ มาจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และมีประโยชน์ต่อผู้อ่านหรือเปล่า
วิธีเลือก Anchor Text ให้ดีต่อ SEO
1. เขียนให้ผู้อ่านเข้าใจก่อน
หลักง่ายที่สุดคือ Anchor Text ควรช่วยให้คนรู้ว่าหลังจากคลิกแล้วจะพบอะไร
แทนที่จะเลือกคำเพราะต้องการใส่ Keyword อย่างเดียว ให้ลองอ่านทั้งประโยคแล้วดูว่าข้อความลิงก์ยังฟังเป็นธรรมชาติหรือไม่
ตัวอย่างที่ไม่ชัดเจน: สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม คลิกที่นี่
ตัวอย่างที่ชัดเจนกว่า: ศึกษาวิธีทำ On-Page SEO ในหน้าบริการเพิ่มเติม
2. ใช้ข้อความที่เกี่ยวข้องกับหน้าปลายทาง
Anchor Text ต้องสอดคล้องกับเนื้อหาที่ลิงก์ไปหา ไม่ควรใช้คำที่ดึงดูดให้คลิกแต่ปลายทางไม่ตรงกับสิ่งที่สัญญาไว้
หาก Anchor Text เขียนว่า “เปรียบเทียบราคา SEO” หน้าปลายทางก็ควรมีข้อมูลเกี่ยวกับราคา การเปรียบเทียบแพ็กเกจ หรือปัจจัยที่กำหนดต้นทุนจริง
3. กระชับแต่ให้ข้อมูลเพียงพอ
Anchor Text ไม่จำเป็นต้องยาวทั้งประโยค ควรเลือกเฉพาะส่วนที่อธิบายปลายทางได้ชัดเจน
ตัวอย่างเช่น "อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีทำ Keyword Research สำหรับเว็บไซต์ธุรกิจ"
สามารถใช้คำว่า “วิธีทำ Keyword Research สำหรับเว็บไซต์ธุรกิจ” เป็น Anchor Text โดยไม่จำเป็นต้องใส่ลิงก์ครอบทั้งประโยค
4. หลีกเลี่ยงการใช้ข้อความเดิมซ้ำโดยไม่จำเป็น
การลิงก์ไปยังหน้าเดียวกันด้วย Anchor Text เดิมทุกครั้งอาจทำให้เนื้อหาดูแข็งและไม่เป็นธรรมชาติ
สามารถเปลี่ยนข้อความให้เหมาะกับบริบทของแต่ละบทความ เช่น หน้าบริการ SEO อาจได้รับ Internal Link ด้วยข้อความว่า
- บริการ SEO
- ทีมรับทำ SEO สำหรับธุรกิจ
- วางกลยุทธ์เพิ่ม Organic Traffic
- ปรับเว็บไซต์ให้ติดอันดับ Google
แต่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนคำเพียงเพื่อสร้างความหลากหลาย หากคำเดิมเป็นคำที่ชัดเจนและเหมาะกับบริบทอยู่แล้ว
5. ตรวจสอบ Anchor Text Profile ก่อนทำ Link Building
เครื่องมืออย่าง Ahrefs และ Semrush สามารถแสดง Anchor Text ของ Backlink ที่ชี้มายังเว็บไซต์ได้
ข้อมูลนี้ช่วยตรวจสอบว่า
- มี Anchor Text ใดถูกใช้บ่อยผิดปกติหรือไม่
- ลิงก์ส่วนใหญ่มาจากเว็บไซต์ประเภทใด
- มีคำที่ไม่เกี่ยวข้องหรือมีลักษณะเป็นสแปมหรือไม่
- Backlink ชี้ไปยังหน้าใดมากที่สุด
- ลิงก์ที่เกิดขึ้นเป็นธรรมชาติหรือมาจากแคมเปญที่ควบคุมเอง
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตัดสินว่าลิงก์เป็นอันตรายจาก Anchor Text เพียงอย่างเดียว ต้องตรวจเว็บไซต์ต้นทาง คุณภาพของหน้า จุดประสงค์ของลิงก์ และรูปแบบการสร้างลิงก์ร่วมกันด้วย
Internal Link ควรใช้ Anchor Text อย่างไร?
Internal Link เป็นลิงก์ภายในเว็บไซต์ที่เจ้าของเว็บควบคุมได้โดยตรง จึงควรใช้เพื่อช่วยนำทางผู้ใช้งานและเชื่อมเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน
แนวทางที่แนะนำ ได้แก่
- ใช้ข้อความที่อธิบายหน้าปลายทาง
- ลิงก์เมื่อเนื้อหามีความเกี่ยวข้องจริง
- เชื่อมบทความไปยังหน้าบริการที่เหมาะสม
- เชื่อมบทความใหม่กับบทความเก่าที่เกี่ยวข้อง
- ทำให้หน้าสำคัญได้รับลิงก์จากหน้าที่อยู่ในหัวข้อเดียวกัน
- หลีกเลี่ยงลิงก์จำนวนมากที่ไม่ได้ช่วยให้ผู้อ่านไปต่อ
ตัวอย่างเช่น แทนที่จะเขียนว่า "คลิกที่นี่เพื่อดู SEO Service" สามารถเขียนเป็น "ดูบริการ SEO สำหรับธุรกิจของ BEP Group"
Google แนะนำให้ข้อความของ Internal Link มีความกระชับและเกี่ยวข้องกับหน้าที่ชี้ไปหา จึงไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยง Keyword ทั้งหมด เพียงใช้ให้เหมาะกับประโยคและไม่ยัดซ้ำโดยไม่มีเหตุผล
External Backlink ควรใช้ Anchor Text อย่างไร?
สำหรับ Backlink จากเว็บไซต์อื่น เจ้าของเว็บไซต์ไม่จำเป็นต้องควบคุม Anchor Text ทุกลิงก์ เพราะลิงก์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติย่อมมีข้อความหลากหลายตามวิธีที่แต่ละเว็บไซต์กล่าวถึงแบรนด์หรือเนื้อหา
สิ่งสำคัญกว่าการเลือกข้อความคือคุณภาพและเหตุผลของลิงก์ เช่น
- มาจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือไม่
- อยู่ในเนื้อหาที่มีประโยชน์หรือไม่
- ผู้อ่านมีเหตุผลที่จะกดลิงก์หรือไม่
- เป็นการอ้างอิงข้อมูลจริงหรือไม่
- ลิงก์เกิดจากการซื้อหรือแลกเปลี่ยนเพื่อควบคุมอันดับหรือไม่
หากทำ Guest Post หรือ Digital PR สามารถเสนอ Anchor Text ที่เหมาะสมได้ แต่ไม่ควรบังคับให้ทุกเว็บไซต์ใช้ Exact Match Keyword เดียวกัน
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเกี่ยวกับ Anchor Text
ใช้ Exact Match ซ้ำกับ Backlink จำนวนมาก
การสร้างลิงก์จำนวนมากด้วย Keyword เดียวกัน โดยเฉพาะลิงก์ที่ซื้อ แลกเปลี่ยน หรือสร้างขึ้นเองเพื่อเพิ่มอันดับ อาจเข้าข่าย Link Spam
ปัญหาไม่ได้เกิดจาก Exact Match เพียงลิงก์เดียว แต่เกิดจากรูปแบบการสร้างลิงก์ที่มุ่งควบคุมผลการค้นหาอย่างไม่เป็นธรรมชาติ
ใช้ Anchor Text ที่ไม่ตรงกับหน้าปลายทาง
ข้อความลิงก์ที่ไม่เกี่ยวข้องทำให้ผู้อ่านสับสน และไม่ได้ช่วยให้ Google เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างหน้า
ควรตรวจทั้ง Anchor Text ประโยครอบข้าง และเนื้อหาของหน้าปลายทางให้ไปในทิศทางเดียวกัน
ซ่อนลิงก์หรือ Anchor Text
การเปลี่ยนสีข้อความให้เหมือนพื้นหลัง ใช้ตัวอักษรขนาดเล็กมาก หรือซ่อนลิงก์เพื่อให้ผู้ใช้มองไม่เห็น แต่ต้องการให้ Search Engine อ่าน ถือเป็นพฤติกรรมที่ขัดกับนโยบายสแปมของ Google
ซื้อหรือแลกเปลี่ยนลิงก์เพื่อควบคุมอันดับ
การจ่ายเงิน แจกสินค้า หรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เพื่อให้ได้ลิงก์ที่ส่ง Ranking Credit อาจเข้าข่าย Link Spam
ลิงก์ที่เกิดจากโฆษณาหรือการสนับสนุนควรระบุความสัมพันธ์ด้วย rel="sponsored" ส่วนลิงก์ที่ผู้ใช้งานสร้างขึ้นเองในพื้นที่อย่าง Comment หรือ Forum อาจใช้ rel="ugc" ตามความเหมาะสม
ใช้ Generic Anchor มากเกินไป
คำว่า “คลิกที่นี่” ไม่ได้ผิดเสมอไป แต่หากทุกลิงก์ใช้ข้อความลักษณะเดียวกัน ผู้อ่านจะไม่รู้ว่าลิงก์แต่ละรายการพาไปยังที่ใด
ควรเลือกข้อความที่อธิบายปลายทางได้เมื่อสามารถทำได้โดยไม่ทำให้ประโยคอ่านยาก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Anchor Text
Anchor Text ยังมีผลต่อ SEO หรือไม่?
ยังมีประโยชน์ เพราะช่วยให้ผู้ใช้งานและ Google เข้าใจว่าหน้าปลายทางเกี่ยวข้องกับอะไร แต่ไม่ได้เป็นปัจจัยที่ทำงานแยกจากคุณภาพเนื้อหาและสัญญาณอื่น
การใช้ Anchor Text ที่ดีจึงควรมุ่งสร้างความชัดเจนและเชื่อมหน้าที่เกี่ยวข้อง มากกว่าพยายามใส่ Keyword เพื่อควบคุมอันดับอย่างเดียว
ควรใช้ Exact Match Anchor Text บ่อยแค่ไหน?
ไม่มีเปอร์เซ็นต์ที่ Google กำหนดไว้ และไม่ควรบริหารทุกลิงก์ตามสูตรตายตัว
สำหรับ Internal Link สามารถใช้ Exact Match ได้เมื่อเป็นคำที่อธิบายปลายทางอย่างเป็นธรรมชาติ ส่วน External Backlink ควรปล่อยให้รูปแบบลิงก์มีความหลากหลายตามบริบท และหลีกเลี่ยงการสร้างลิงก์จำนวนมากด้วยข้อความเดียวกัน
Anchor Text ภาษาไทยกับภาษาอังกฤษต่างกันหรือไม่?
หลักการเหมือนกัน คือควรเขียนให้กลุ่มเป้าหมายเข้าใจและตรงกับเนื้อหาของหน้าปลายทาง
หากเว็บไซต์สื่อสารกับผู้ใช้งานชาวไทย ก็ควรใช้ภาษาไทยเป็นหลักเมื่อเหมาะกับบริบท แต่สามารถใช้ภาษาอังกฤษกับชื่อแบรนด์ ศัพท์เฉพาะ หรือหน้าที่มีกลุ่มเป้าหมายภาษาอังกฤษได้
ไม่จำเป็นต้องแปล Keyword ทุกคำหรือใช้ภาษาไทยทั้งหมดเพื่อหวังผลด้านอันดับ
หากเว็บไซต์อื่นลิงก์มาด้วย Anchor Text ที่ไม่ดี ต้องทำอย่างไร?
ลิงก์ที่ใช้คำไม่ตรงตามที่ต้องการเพียงไม่กี่ลิงก์มักไม่จำเป็นต้องทำอะไร เพราะเจ้าของเว็บไซต์ไม่สามารถควบคุมวิธีที่ทุกคนกล่าวถึงแบรนด์ได้
Google แนะนำให้ใช้ Disavow Tool เฉพาะกรณีที่มีลิงก์สแปม ลิงก์ปลอม หรือลิงก์คุณภาพต่ำจำนวนมาก และเว็บไซต์ได้รับหรือมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับ Manual Action จาก Unnatural Links
ไม่ควร Disavow ลิงก์เพียงเพราะไม่ชอบ Anchor Text หรือเห็นว่า Keyword ไม่ตรง เพราะการตัดลิงก์ที่ไม่ได้สร้างปัญหาอาจไม่เกิดประโยชน์และอาจทำให้เว็บไซต์สูญเสียสัญญาณที่มีอยู่
Internal Link และ External Link ควรใช้ Anchor Text ต่างกันหรือไม่?
Internal Link สามารถควบคุมได้ จึงควรใช้ข้อความที่อธิบายหน้าปลายทางและช่วยให้ผู้ใช้งานไปต่อได้ง่าย
External Link หรือ Backlink ควรเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติตามบริบทของเว็บไซต์ต้นทาง ไม่จำเป็นต้องพยายามกำหนด Anchor Text ทุกลิงก์ให้ตรงกับ Keyword เป้าหมาย
รูปภาพที่ใส่ลิงก์ควรเขียน Alt Text อย่างไร?
ควรเขียน Alt Text เพื่ออธิบายเนื้อหาหรือหน้าที่ของรูปภาพอย่างชัดเจน หากรูปภาพเป็นลิงก์ ข้อความนั้นยังช่วยอธิบายหน้าปลายทางได้ด้วย
หลีกเลี่ยงการยัด Keyword ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเขียนรายการคำค้นหายาว ๆ เพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งานที่ต้องพึ่งโปรแกรมอ่านหน้าจอ
สรุปได้ว่า Anchor Text ที่ดีไม่จำเป็นต้องเต็มไปด้วย Keyword แต่ต้องช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจได้ทันทีว่าลิงก์จะพาไปยังหน้าอะไร พร้อมเชื่อมโยงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันอย่างเป็นธรรมชาติ
สำหรับ Internal Link ควรใช้ข้อความที่กระชับ ชัดเจน และตรงกับหน้าปลายทาง ส่วนการทำ Backlink ควรให้ความสำคัญกับคุณภาพและความเกี่ยวข้องของเว็บไซต์ต้นทาง มากกว่าพยายามควบคุมสัดส่วน Anchor Text ให้ตรงตามสูตร
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือการใช้ Exact Match ซ้ำจำนวนมาก การสร้างลิงก์ที่ไม่เกี่ยวข้อง การซ่อนข้อความ และการซื้อหรือแลกเปลี่ยนลิงก์เพื่อควบคุมอันดับ
เมื่อใช้ Anchor Text โดยคำนึงถึงทั้งผู้อ่าน เนื้อหา และโครงสร้างเว็บไซต์ ลิงก์แต่ละรายการจะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงส่งผู้ใช้ไปยังหน้าอื่น แต่ยังช่วยให้เว็บไซต์มีเส้นทางการใช้งานและความเชื่อมโยงของเนื้อหาที่ชัดเจนมากขึ้น
หากต้องการปรับโครงสร้าง Internal Link ตรวจสอบ Backlink Profile หรือวางกลยุทธ์ Anchor Text ให้เหมาะกับเว็บไซต์ สามารถติดต่อทีม BEP Digital Agency เพื่อรับคำปรึกษาและวิเคราะห์แนวทาง SEO ได้
{{CTA="/blog"}}

